โรคลัมปี สกินในโคและกระบือ (Lumpy skin disease)
เตือนภัยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ หรือเจ้าของสัตว์ ให้เฝ้าระวังโรคระบาดที่เกิดจากแมลงพาหะนำโรค ได้แก่ ยุง ริ้น เหลือบ แมลงวันคอก เนื่องจากประเทศไทยขณะนี้กำลังเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ประกอบกับมีสภาพอากาศที่แปรปรวน เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกรรโชกแรง และมีลูกเห็บตกในบางพื้นที่ อาจส่งผลทำให้สัตว์เกิดความเครียด อ่อนแอ และมีโอกาสติดเชื้อต่าง ๆ ได้ง่าย รวมทั้งลักษณะภูมิอากาศดังกล่าว ยังมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแมลงพาหะนำโรค จึงมีโอกาสที่จะพบการระบาดของโรคที่มาจากแมลงพาหะเพิ่มขึ้น และเกิดการแพร่กระจายของโรคไปในวงกว้างได้ โดยโรคที่มักจะเกิด ได้แก่ โรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือ โรคกาฬ และโรคแอฟริกา รวมถึงโรคพยาธิในเลือดต่าง ๆ เช่น โรคเซอร่า โรคแอนาพลาสมา โรคไข้เห็บ เป็นต้น ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์หรือเจ้าของสัตว์อย่างมากได้
โรคลัมปี สกิน ในโคและกระบือ คือโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส Lumpy skin disease virus (LSDV) หรือเชื้อไวรัสฝีดาษ โคและกระบือที่ติดเชื้อนี้จะมีอาการดังนี้ มีไข้สูงได้ถึง 41 องศาเซลเซียส เซื่องซึม เบื่ออาหาร เยื่อจมูกและเยื่อตาขาวอักเสบ ต่อมน้ำเหลืองโต เกิดตุ่มบริเวณผิวหนังขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2–5 ซม. บริเวณหัว คอ ขา เต้านม อวัยวะเพศ ภายใน 2 วัน ตุ่มที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะแข็ง กลม นูน ซึ่งตุ่มนูนที่มีขนาดใหญ่อาจจะกลายเป็นเนื้อตายได้ อาการที่เห็นได้ชัดสำหรับโคนมก็คือปริมาณน้ำนมจะลดลงอย่างชัดเจน ในพ่อแม่พันธุ์อาจส่งผลให้เป็นหมันชั่วคราวหรือถาวร รวมไปถึงการแท้งและการเกิดการกลับสัดช้ำได้
พาหะหลักนำโรคลัมปี สกิน คือ แมลงดูดเลือด ยุง เห็บ เหลือบ แมลงวัน ซึ่งเราสามารถจัดการกับพาหะนำโรคเหล่านี้ได้ด้วยผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงที่มีประสิทธิภาพ
การทำลายซากโคทำได้ 2 วิธี คือ
1. การเผาซาก เนื่องจากโคมีขนาดใหญ่ต้องใช้เชื้อเพลิงมาก จึงไม่สะดวกนัก ควรขุดเป็นหลุมหรือร่องลึกประมาณครึ่งเมตรต่อโคหนึ่งตัวใช้ไม้ฟืนวางซ้อนกัน แล้วเอาซากสัตว์วางไว้ข้างบน แล้วจึงเผา การเผาอาจใช้น้ำมันเชื้อเพลิงหรือยางรถยนต์เก่า ๆ ช่วยด้วยก็ได้ การกำจัดซากแบบนี้เป็นวิธีที่ดีมาก
2. การฝังซาก ควรเลือกที่ห่างจากแหล่งน้ำ เพื่อป้องกันการกระจายเชื้อโรค ขุดหลุมกว้างและยาวพอเหมาะกับซาก ลึกประมาณสองเมตรครึ่งรองก้นหลุมด้วยปูนขาวก่อนนำซากโคลงและโรยปูนขาวทับซากอีกครั้งก่อนกลบซาก ดินที่กลบซากควรสูงกว่าหนึ่งเมตรครึ่ง และควรกั้นหรือทำสิ่งกีดขวางบริเวณที่ฝังซากป้องกันสัตว์อื่นขุดคุ้ย
ในการกำจัดซากโคนั้น ให้พยายามกำจัดเลือดและสิ่งขับถ่ายอื่น ๆ เท่าที่จะทำได้ด้วย หากมีการตกค้างอยู่ก็ควรทำลายเชื้อโรคด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณคอกสัตว์ และควรพักคอกไว้ระยะหนึ่งก่อนนำสัตว์เข้ามาเลี้ยง
